การบูรณาการแก้ไขปัญหาน้ำเสียจังหวัดพิจิตร

17 ต.ค. 61     

        จากการที่มีราษฎรในพื้นที่ ต.ย่านยาว อ.เมือง จ.พิจิตร ได้ร้องทุกข์ไปยังศูนย์ดำรงธรรม และ
 กอ.รมน.พิจิตร ว่า น้ำในแม่น้ำพิจิตรที่บริเวณวัดถ้ำชาละวันไปจนถึงบริเวณปากประตูน้ำของแม่น้ำพิจิตรที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำน่านพบว่า มีน้ำเน่าเสียส่งผลให้มีปลาตายเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2561 เมื่อทราบเหตุ กอ.รมน.พิจิตร จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ บันทึกภาพ เก็บหลักฐาน และค้นหาจุดต้นตอที่เป็นบ่อเกิดของปัญหาข้างต้น พบว่าโรงสีน่าจะเป็นต้นเหตุจึงได้เข้าตรวจสอบ  ตัวแทนของโรงสีชี้แจงว่า โรงสีรู้เรื่องที่เกิดน้ำเสียจากโรงสีรั่วซึมลงในแม่น้ำพิจิตรก่อนเจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน.พิจิตร จะมาตรวจเสียอีก แต่ก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้น้ำเน่าจนปลาตาย แถมประกาศท้าทายว่า ถ้าโรงสีเป็นต้นเหตุว่าน้ำที่ผสมกับขี้เถ้าแกลบดำไหลรั่วซึมลงไปในแม่น้ำพิจิตรแล้วทำให้ปลาตายจะจ่ายให้ตัวละ 1 ล้านบาท อีกทั้งได้ไปลงบันทึกประจำวัน ที่ สภ.ย่านยาว ซึ่งเปรียบเสมือนการรับสารภาพกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้น แต่ปฏิเสธว่าไม่ใช่ผู้ทำลายสิ่งแวดล้อม

        ล่าสุด พล.ท.กิตติศักดิ์ บุญสุข ที่ปรึกษา ศปป.4 กอ.รมน. พร้อมด้วย พล.อ.ต.บรรเจิด บัวสมบูรณ์ ที่ปรึกษา ศปป.4 กอ.รมน. ได้เป็นผู้นำชุดปฏิบัติการลงพื้นที่โดยได้ประสานไปยัง นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.พิจิตร ซึ่งก็ได้มอบหมายให้ พ.อ.วีรวัฒน์ วิวัฒน์วานิช รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร ประสานไปยัง นายสุชิน ธรรมพิทักษ์ ผอ.สนง.เจ้าท่าภูมิภาคสาขานครสวรรค์, สนง.สิ่งแวดล้อมภาค 4, ศูนย์ดำรงธรรมพิจิตร, นายอำเภอเมืองพิจิตร, อุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร ,ที่ดินจังหวัดพิจิตร, สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร ฯลฯ ร่วมกันเข้าตรวจโรงสีดังกล่าวว่าดำเนินกิจการประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

การเข้าตรวจพื้นที่โรงสีพบบ่อทิ้งน้ำเสียจำนวนหลายบ่อที่ติดกับแม่น้ำพิจิตร อีกทั้งก่อนหน้านี้เมื่อประมาณวันที่ 11 สิงหาคม 2559 โรงสีแห่งนี้ก็เคยทิ้งขี้เถ้าแกลบดำจำนวนนับพันตันลงในแม่น้ำพิจิตร ซึ่งก็มีชาวบ้านร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรม และ กอ.รมน.พิจิตร มาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งคราวนั้นทางราชการก็ใช้หลักสมานฉันท์ปรองดองสั่งการแนะนำให้โรงสีดำเนินการแก้ไขและขอร้องอย่าได้ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นการกล่าวโทษและภาคทัณฑ์ไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่สุดท้ายเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 ก็มีเหตุการณ์ปล่อยให้น้ำเสียไหลลงสู่แม่น้ำพิจิตรจนเป็นเหตุน้ำเน่าและปลาตาย 

        การลงพื้นที่ครั้งนี้ของ ศปป.๔ กอ.รมน. ได้ให้คำแนะนำและกำชับส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า ทุกหน่วยงานมีอำนาจหน้าที่ หากไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบราชการขอให้พึงระวังว่า อาจต้องตกเป็นผู้ต้องหาฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกอีกด้วย

นายชนะภูมิ วงษ์ดี นิติกรชำนาญการช่วยราชการ ศปป.4 กอ.รมน. ให้สัมภาษณ์ว่า จากการลงพื้นที่พบว่าโรงสีดังกล่าวมีการเทกองของเสียหรือของเหลือใช้ในบริเวณโรงงาน ซึ่งขัดต่อเงื่อนไขของใบอนุญาตตามที่กรมโรงงานออกเงื่อนไขกำหนดพิเศษไว้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวพบว่าฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งได้สั่งให้ดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ส่วนการบังคับใช้กฎหมายหรือดำเนินคดีก็ต้องขึ้นอยู่ว่าหน่วยงานใดได้รับความเสียหายหรือไม่ อย่างไร ถ้ามีหรือพบก็ต้องแจ้งความดำเนินคดี แต่ถ้าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็อาจจะต้องตกเป็นผู้ต้องหาเสียเองก็อาจเป็นได้