วันที่ ๓๐ พ.ค. ๖๓ ศปป.๔ กอ.รมน.บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการบุกรุก ตัดไม้ทำลายป่า และการยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของนายทุนในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ (ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูเปือย ป่าภูขี้เถ้า และป่าภูเรือ )

๑. เวลา ๑๕๐๐ คณะเจ้าหน้าที่ประกอบด้วย ชุดปฏิบัติการ ศปป.๔ กอ.รมน. นำโดย พ.อ.พงษ์เพชร  เกษสุภะ, เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) กรมป่าไม้ นำโดยนายสมชาย ฉิมแย้ม, เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้หล่มสัก และเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พช.๑๘ (น้ำชุน) ได้ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่ตรวจยึดดำเนินคดีในปี พ.ศ.๒๕๕๘ ท้องที่ต.ศิลา อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ตามที่ได้รับแจ้งจากผู้หวังดีแต่ไม่ประสงค์ออกนามต้องการสินบนนำจับว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าและปลูกยางพาราจำนวนมาก โดยกลุ่มนายทุนจากภาคใต้บริเวณป่าหลังบ้านซำบุ่น  ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูเปือย
ป่าภูขี้เถ้า และป่าภูเรือ คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว พบว่าบริเวณป่าท้ายหมู่บ้านซำบุ่น บริเวณติดต่อกับพื้นที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก และปลูกยางพาราอายุประมาณ ๔-๕ ปี เป็นบริเวณกว้าง และมีการตัดถนนลำลองเชื่อมต่อกับแปลงตรวจยึดเดิมรวมทั้งเชื่อมต่อกับพื้นที่ทำกินของราษฎรท้องที่ จ.เลย ไม่พบสิ่งก่อสร้างหรือที่พัก และไม่พบบุคคลใดในที่เกิดเหตุ โดยพบพื้นที่ปลูกยางพารา จำนวน ๒ แปลง อยู่ห่างกันประมาณ ๓๐๐ เมตร โดยมีแปลงตรวจยึดเดิม คดีอาญาที่ ๑๒๑/๒๕๕๘ คั่นกลางระหว่างแปลงยางพาราทั้ง ๒ แปลง

           ๒. คณะเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการบุกรุก โดยสรุป ดังนี้

               ๒.๑ ​สอบปากคำชาวบ้านซึ่งเจ้าหน้าที่พบกำลังทำกินอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน ๓ ราย ได้ให้ถ้อยคำตรงกันว่า บริเวณสวนยางพารา ที่อยู่ในเขต ต.ศิลา อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ เป็นของเถ้าแก่จากภาคใต้ ชื่อว่าเฮียยู ซึ่งเป็นผู้ดูแล และจ้างชาวบ้านไปถางวัชพืช และดูแลต้นยางพารา โดยพื้นที่ทั้งหมดเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ และไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ การปลูกยางพาราได้เริ่มจากท้องที่ บ.ซำบุ่น ต.ศิลา และขยายมาจนชนเขต จ.เลย ซึ่งทราบว่านายทุนได้มาซื้อที่ต่อจากชาวบ้านในราคา ไร่ละ ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท จากนั้นเริ่มปลูกยางพารา และยังมีเฮียตี๋ นายทุนจากภาคใต้เช่นเดียวกับเฮียยูเป็นเจ้าของสวนยางพาราอีกแปลง โดยมี เฮียยูฯ เป็นผู้จัดการดูแลสวนยางพาราดังกล่าว

               ๒.๒ คณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจสอบรังวัดขอบเขตแปลงที่ดินโดยใช้เครื่องมือหาค่าพิกัดสัญญาณจากดาวเทียม (จีพีเอส) ตรวจวัดพิกัดมุมขอบแปลงระบบ WGS ๑๙๘๔ แปลงที่ ๑ จับค่าพิกัดจำนวน ๖๘ จุด คำนวณเนื้อที่ได้ ๓๕๔ -๑- ๙๖ไร่ และแปลงที่ ๒ จับค่าพิกัดจำนวน ๓๙ จุด คำนวณเนื้อที่ได้ ๒๒๓-๓-๖๘ ไร่ ทั้ง ๒ แปลง อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูเปือย ป่าภูขี้เถ้า และป่าภูเรือ จำแนกเป็นพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำ ชั้นที่ ๑ เอ ตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศปี พ.ศ.๒๕๔๕ มีร่องรอยผ่านการใช้พื้นที่ทำประโยชน์บางส่วน และตรวจสอบกับภาพถ่ายจากดาวเทียมในปี พ.ศ.๒๕๖๒ แสดงลักษณะการปลูกยางพาราเต็มพื้นที่

           ๓. คณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันพิจารณาแล้ว เป็นความผิดกฎหมายป่าไม้ จึงตรวจยึด พื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก รวม ๒ แปลง จำนวน ๕๗๘ – ๑ – ๖๔ ไร่ คิดค่าเสียหายของรัฐเบื้องต้น เป็นเงิน ๓๙,๔๗๓,๑๓๙.-บาท โดยกล่าวหาว่า  กระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ดังนี้

               ๓.๑ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๕๔ ฐาน “ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่าหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็น การทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาต” และ มาตรา ๕๕ ฐาน “ผู้ใดครอบครองป่าที่ได้ถูกแผ้วถางโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตราก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้แผ้วถางป่านั้น”

               ๓.๒ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๔ ฐาน “ยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง  เผาป่า ทำไม้  หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ”​​ และ มาตรา ๒๖/๔ ฐาน “ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย  อันเป็นหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหาย หรือเสียหายไปนั้น”

            ๔. เหตุเกิดที่บริเวณป่าหลังหมู่บ้านซำบุ่น ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูเปือย ป่าภูขี้เถ้าและป่าภูเรือ ท้องที่ บ.ซำบุ่น หมู่ที่ ๑๐ ต.ศิลา อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ คณะเจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกตรวจยึด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หล่มเก่า ดำเนินคดีตามกฎหมายโดยมอบหมายให้ นายสมชาย  ฉิมแย้ม เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ และให้ นายศิขรินทร์ งามละมัย ผู้ช่วยพนักงานพิทักษ์ป่า (พร) เป็นพยานตาม ปจว.ข้อ ๖ เวลา ๒๒๑๒ คดีอาญาที่ ๑๗๐/๒๕๖๓ ลง ๓๐ พ.ค.๖๓

ใส่ความเห็น