วันที่ 30 เม.ย.63 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์

ตามที่ได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการบุกรุกและครอบครองพื้นที่ป่าจำนวนมากโดยกลุ่มนายทุน บริเวณป่าหลังบ้านมุกโตในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาปางก่อและป่าวังชมภู ท้องที่ หมู่ที่ 3 ตำบลหนองแม่นา อ.เขาค้อ โดยเริ่มปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2563 จนถึงวันเวลาที่เกิดเหตุ ภายใต้การอำนวยการของ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า และพล.ท.เรืองสิทธิ์ มิตรภานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผลการปฏิบัติ ดังนี้
1. เวลา 1000 พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปป.4 กอ.รมน.ร่วมกับชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ นำโดยนายสมชาย ฉิมแย้ม บูรณาการหน่วยงานประกอบด้วยกอ.รมน.จังหวัด พ.ช., สจป.4 สาขาพิษณุโลก, ศูนย์ป่าไม้เพชรบูรณ์, หน่วยป้องกัน และพัฒนาป่าไม้อำเภอเขาค้อ, หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พช.2 (เขาค้อ), ทหาร ศอป.โครงการลุ่มน้ำเข็ก, ตำรวจ สภ.เขาค้อ และฝ่ายปกครอง อ.เขาค้อ นำโดยนายภาคภูมิ ภูมีนายอำเภอเขาค้อร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศอป.โครงการลุ่มน้ำเข็ก สี่แยกรื่นฤดี เพื่อวางแผนเข้าตรวจสอบการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาปางก่อ และป่าวังชมภู ของนายทุนรายใหญ่ บริเวณ หมู่ 3 บ.มุกโต ต.หนองแม่นา อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์
2. เวลา 1100 คณะเจ้าหน้าที่เดินทางถึงที่เกิดเหตุ พบการบุกรุกและครอบครองพื้นที่ป่าจำนวนมาก บริเวณป่าหลังบ้านมุกโต หมู่ที่ 3 ต.หนองแม่นา อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาปางก่อและป่าวังชมภู บริเวณป่าท้ายบ้านมุกโตซึ่งติดต่อกับพื้นที่ป่าชุมชน พื้นที่ป่าถูกบุกรุกไถพรวนเป็นบริเวณกว้าง พื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกขิง บางส่วนปลูกสัปปะรด บางส่วนมีการไถพรวนแต่ยังไม่ได้ปลูก และบางส่วนมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม สภาพมีเพียงหญ้าคา กอพง หญ้าคอมมิวนิสต์ และวัชพืชปกคลุม และปรากฏราษฎรหลายคนอยู่ในพื้นที่คณะเจ้าหน้าที่จึงได้สอบปากคำไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้ยังพบต้นไม้ยางนาขนาดใหญ่ล้มอยู่ 1 ต้น มีการสุมไฟโคนต้นให้ยืนต้นตาย และในพื้นที่ยังมีต้นยางนาขนาดใหญ่เหลือเพียง 12 ต้น แต่มีการเจาะ และเผาสุมไฟโคนต้นไม้ทุกต้น เพื่อเอาน้ำมันยาง และให้ต้นไม้ยืนต้นตาย ก่อนโค่นออก เพื่อใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ คณะเจ้าหน้าที่จึงร่วมกันตรวจยึดพื้นที่ของนายทุน รวม 2 แปลง พื้นที่รวม 436 – 1 – 32 ไร่ ในส่วนค่าเสียหายของรัฐในเบื้องต้นคิดเป็นเงิน รวม 29,777,000บาท ดังนี้
2.1 แปลงที่ 1 เป็นของนายทุน ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัคร สส.(สอบตก) ใน จ.เพชรบูรณ์ เข้ามากว๊านซื้อที่ดินจากชาวบ้านประมาณ 7-8ปีที่แล้วโดยพบมีการฝังเสาคอนกรีต เพื่อปลูกต้นพริกไทยทั่วบริเวณ แต่ไม่ได้ผล ปัจจุบันให้ชาวม้ง เช่า ปลูกขิง และสัปรด เมื่อตรวจสอบข้อมูลการสำรวจการถือครองที่ดินตาม
มติ ครม. 30 มิ.ย.41 พบว่ามีการซื้อขายเปลี่ยนมือเป็นของนายทุนรายนี้แล้ว ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขตาม มติ ครม.ดังกล่าว และบางส่วนไม่มีการสำรวจการถือครอง จึงตรวจยึดพื้นที่ 311 – 1 – 32 ไร่ คิดค่าเสียหายของรัฐเป็นเงิน จำนวน 21,246,473 บาท
2.2 แปลงที่ 2 เป็นของนายทุนชื่อเสี่ยใหม่ร้านขายทองชื่อดัง ในเมืองเพชรบูรณ์ มีคนดูแลอยู่
ใน บ.มุกโตปัจจุบันให้ชาวม้งเช่าปลูกขิง และข้าวไร่ เมื่อตรวจสอบข้อมูลการสำรวจการถือครองที่ดินตาม
มติ ครม. 30 มิ.ย.41 พบว่ามีการซื้อขายเปลี่ยนมือเป็นของนายทุนรายนี้ ประมาณ 6-7 ปี แล้ว ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขตาม มติ ครม.ดังกล่าว และบางส่วนไม่มีการสำรวจการถือครอง โดยในพื้นที่นายทุนรายนี้มีต้นยางนาขนาดใหญ่ 12 ต้น มีการทำลายโดยเจาะ และเผาสุมไฟโคนต้นไม้ทุกต้นด้วย จึงตรวจยึดพื้นที่ 125 ไร่
คิดค่าเสียหายของรัฐเป็น 8,530,527 บาท
3. การยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าของนายทุนทั้ง 2 ราย เป็นกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ต่อไปนี้
3.1 พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484- มาตรา 54 ฐาน “ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่าหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ” และมาตรา 72 ตรี
– มาตรา 55 ฐาน “ผู้ใดครอบครองป่าที่ได้ถูกแผ้วถางโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตราก่อน
ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้แผ้วถางป่านั้น”
3.2 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559
– มาตรา 14 ฐาน “ยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ” และมาตรา 31
– มาตรา 26/4 ฐาน “ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปนั้น”
4. คณะเจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกส่งพนักงานสอบสวน สภ.เขาค้อ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายโดยมอบหมายให้ นายสมชาย ฉิมแย้ม เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ และให้นายยงยุทธ คำติง พนักงานพิทักษ์ป่า ส.3 หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พช.2 (เขาค้อ) เป็นพยาน