ศปป.4 กอ.รมน.บูรณาการปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าจากกลุ่มนายทุนที่บุกรุกป่าในพื้นที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ดังนี้


คณะเจ้าหน้าที่ได้เดินทางออกตรวจปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับว่าด้วยการป่าไม้

1. วันที่ 19 มี.ค. 62 เวลา 11.00 ชุดปฏิบัติการ ศปป.4 กอ.รมน.ได้บูรณาการ คณะเจ้าหน้าที่ ประมาณ 30 นาย ประกอบด้วย

                   1.1โครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยลุ่มน้ำก้อ-น้ำชุน

                   1.2 เจ้าหน้าที่ ศปป.4 กอ.รมน.

                  1.3 สายตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ สายที่ 3 จ.เพชรบูรณ์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11

                  1.4 โครงการพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยลุ่มน้ำก้อ-น้ำชุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

                  1.5 อุทยานแห่งชาติเขาค้อ

                  1.6 เจ้าหน้าที่ฐานปฏิบัติการป้องกันรักษาป่าที่2 (หนองแม่นา)

                  1.7 เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พช.18 (น้ำชุน) สจป.4 สาขาพิษณุโลก กรมป่าไม้

                  1.8 ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

              2. คณะเจ้าหน้าที่ได้เดินทางออกตรวจปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับว่าด้วยการป่าไม้ หลังจากสืบทราบได้ว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าในโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำก้อ-น้ำชุน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2546  เพื่อป้องกันและบรรเทาการเสียหายจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ จำนวนเนื้อที่ 132,626 ไร่ เหตุเกิดบริเวณ ป่าริมถนนหมายเลข 12 ตรงหลักกิโลเมตรที่ 338 บ้านทางแดง หมู่ 7 ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ อยู่ในโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัย ลุ่มน้ำก้อ-น้ำชุน

               3. คณะเจ้าหน้าที่ร่วมกัน ตรวจยึดพื้นที่บุกรุก จำนวน  2 – 3 – 96 ไร่ คิดเป็นค่าความเสียหายของรัฐเป็นเงิน 204,050.22 บาท และตรวจยึดอาคารสิ่งปลูกสร้างถาวร จำนวน 8 หลัง ซึ่งเป็นการบุกรุก และก่อสร้างอาคารเพิ่มจากพื้นที่เดิมที่เคยถูกตรวจยึดเมื่อ 13 ม.ค.53 พื้นที่จำนวน 1 – 2 – 80 ไร่ และอาคารปลูกสร้างจำนวน 6 หลังคณะเจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกตรวจยึด นำส่ง พงส.สภ.เขาค้อ เพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยแจ้งข้อกล่าวหา ดังนี้

                   3.1 ฐาน “ ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่”                 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484มาตรา 54

                   3.2 ฐาน “ผู้ใดครอบครองป่าที่ได้ถูกแผ้วถางโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตราก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้แผ้วถางป่านั้น” ตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 55

                    3.3 ฐาน “ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตาม ม.54 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 72

               4. ข้อพิจารณา ผู้บุกรุกรายนี้ คือนายวรวิทย์ฯ เป็นนายทุนจาก กรุงเทพฯที่มีพฤติกรรม
เจตนาบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่า เกี่ยวเนื่องเป็นรายเดียวกันกับ ร้านกาแฟโมอาย ที่เคยถูกจับกุมดำเนินคดีเมื่อ 2 เม.ย.57 และคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อ 11 เม.ย.59 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษปรับ
5,000 บาท จำคุก 3 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2  ปี ควบคุมประพฤติ 1 ปี และให้จำเลย และบริวารออกจากพื้นที่ แต่ปัจจุบัน นายทุนรายนี้ยังคงประกอบกิจการเปิดร้านกาแฟโมอายอยู่ และมาบุกรุกพื้นที่ใหม่ในพื้นที่แปลงนี้เพิ่มเติมจากเดิมอีก โดยมิได้เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งนี้ เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้บางคนในพื้นที่ คอยให้ความช่วยเหลือ เอื้อประโยชน์ให้นายทุน และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ดำเนินการบังคับคดี

ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล จึงเห็นควรกำชับให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ ได้แก่ กรมป่าไม้ และกรมอุทยานฯ ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายให้ถึงที่สุดจนถึงขั้นบังคับคดีโดยเคร่งครัดทุกคดีต่อไป