“13 มีนาคม 2561 วันช้างไทย”

“13 มีนาคม 2561 วันช้างไทย”
************************
นับจากปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมายอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ส่งผลให้ในการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญา CITES ครั้งที่ 17 (CITES CoP17) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 กันยายน – 4 ตุลาคม 2559 ณ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ประเทศไทยได้รับการปรับสถานะที่เกี่ยวข้องกับการค้างาช้างผิดกฎหมายให้อยู่ในสถานะที่ดีขึ้น จากประเทศที่น่ากังวลอย่างมาก (Primary Concern) ลงมาเป็นประเทศที่น่ากังวลลำดับรอง (Secondary Concern) ต่อมาในคราวประชุมคณะกรรมการบริหารอนุสัญญา CITES ครั้งที่ 69 (69th meeting of the Standing Committee: SC69) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2560 ณ สมาพันธรัฐสวิส ที่ประชุมมีความเห็นว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในการดำเนินการตามกระบวนการแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งชาติ (National Ivory Action Plan Process:NIAP process) และการปฏิบัติมีผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์จากการวิเคราะห์ในรายงานระบบข้อมูลการค้าช้างที่ผิดกฎหมาย (The Elephant Trade Information System (ETIS) report) แต่อาจยังเร็วเกินไปที่จะพิจารณาให้ประเทศไทยหลุดออกจาก NIAP Process ในคราวประชุม SC69 ครั้งนี้ จึงเสนอให้มีการติดตามในประเด็นการลักลอบค้างาช้างระหว่างประเทศ การควบคุมการค้างาช้างภายในประเทศ และสต็อกงาช้าง และให้ส่งรายงานเกี่ยวกับนโยบายเพิ่มเติม/นโยบายใหม่ๆ มาตรการและกิจกรรมเพื่อปราบปรามการค้างาช้างที่ผิดกฎหมายไปยัง SC70 ซึ่งจะจัดขึ้นที่รัสเซีย ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2561 เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าประเทศไทยจะหลุดออกจาก NIAP process หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญต่อประเทศไทยเป็นอย่างยิ่งตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมาย นับจากปี พ.ศ.2556 จนถึงปัจจุบัน (มีนาคม 2561) ประเทศไทยมีแผนปฏิบัติการงาช้างมาแล้ว 5 ฉบับ โดยฉบับแรกเป็นแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2556 – 2560เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ฉบับปัจจุบันเป็นแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทยปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 ส่วน สถานการณ์การค้างาช้างในประเทศไทยนับจากมีพระราชบัญญัติงาช้าง ในปี พ.ศ. 2558 มีผู้ยื่นขออนุญาตค้างาช้างทั้งสิ้น 215 ร้าน ปัจจุบันเหลืออยู่ 117 ร้าน ซึ่งลดลงคิดเป็นร้อยละ 46 เปอร์เซ็นต์ สำหรับร้านค้าในกรุงเทพ ในปี พ.ศ.2558 มีผู้ยื่นขออนุญาตทั้งสิ้น 57 ร้าน ปัจจุบันเหลืออยู่ 22 ร้าน ลดลงไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำนวนร้านค้างาช้างทั่วประเทศลดลงอย่างชัดเจนและยังมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ โดยจากข้อมูลการออกหนังสือรับรองที่มาของงาช้างซึ่งออกโดยกรมการปกครองทำให้ทราบว่า แต่ละปีมีการตัดจากงาช้างบ้านอย่างน้อย 150 กิโลกรัม ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณงาช้างที่มีการแปรรูปหรือแกะสลักเป็นผลิตภัณฑ์ระหว่าง ปี พ.ศ. 2559-2560 ในท้องที่จังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์ และสุรินทร์ ซึ่งเป็นแหล่งแปรรูปงาช้างของประเทศ โดยปริมาณการค้าโดยรวมต่อปีใน 3 จังหวัดสำคัญนี้ ประมาณ 250 กิโลกรัม ซึ่งมีทั้งงาที่แจ้งครอบครองไว้เดิมและงาที่มีการแปรรูปจากงาช้างที่ตัดใหม่ อย่างไรก็ดี ประเด็นหลักที่ประเทศไทยถูกจับตามองโดยองค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ คือตลาดการค้างาช้างภายในประเทศ ซึ่งแม้ว่าการค้างาช้างของประเทศไทย จะอนุญาตให้ค้างาช้างที่ได้มาจากช้างบ้าน ซึ่งเป็นช้างเอเชีย (Elephas maximus) ที่จัดอยู่ในบัญชี 1 แห่งอนุสัญญา CITES เช่นเดียวกันกับช้างแอฟริกา (Loxodonta africana) ซึ่งห้ามมิให้มีการค้าระหว่างประเทศเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกัน องค์กรเหล่านี้มองว่าตลาดการค้างาช้างภายในประเทศไทยเหล่านี้ อาจเป็นสถานที่สำหรับการฟอกงาช้างที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายก็เป็นได้ เนื่องจากประเทศไทยยังคงมีความเกี่ยวข้องกับการค้างาช้างผิดกฎหมาย โดยเห็นได้จากในช่วงปี พ.ศ. 2558-2560 มีคดีงาช้างทั้งสิ้น 31 คดี น้ำหนักรวม 7,453.98 กิโลกรัม นี่เป็นประเด็นที่ประเทศไทยจะต้องตอบคำถามและสร้างความมั่นใจให้ได้ว่าผลิตภัณฑ์งาช้างที่วางขายในร้านค้าของประเทศไทย ไม่มีการปลอมปนงาช้างที่มาจากช้างแอฟริกาที่อาจจะถูกลักลอบฆ่าและค้าอย่างผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น เพื่อให้สร้างความมั่นใจแก่นานาประเทศในเรื่องนี้ ประเทศไทยโดยการบูรณาการอย่างเข้มแข็งระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้มีแผนการตรวจร้านค้างาช้างทั่วประเทศแบบบูรณาการ เพื่อตอกย้ำความน่าเชื่อถือของร้านค้างาช้างของไทยว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่าช้างแอฟริกาอย่างแน่นอนวันนี้ วันที่ 13 มีนาคม 2561 เป็นวันช้างไทย ซึ่งถือเป็นวันที่ดีในการเริ่มการดำเนินการโดยการนำของ พล.ต.อ. เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.อ. สิรภพ จารุหังสิน รองผอ.ส่วนเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติ ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน. นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการร่วมกันตรวจสอบร้านค้างาช้างที่ได้รับอนุญาต ณ ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ กรุงเทพมหานคร และดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ โดยจะดำเนินการตรวจสอบจำนวนสินค้าและบัญชี งาช้าง การออกหนังสือกำกับการค้างาช้าง และการดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด หากมีเหตุอันควรสงสัยก็จะดำเนินการตรวจสอบในรายละเอียดตามขั้นตอนต่อไป หากพบว่าเป็นงาช้างแอฟริกา จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และถูกเพิกถอนใบอนุญาตให้ค้างาช้างด้วยทั้งนี้แผนงานบูรณาการครั้งนี้ จะประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่
1. การกำกับดูแลร้านค้างาช้างที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ. 2558 ให้ดำเนินการค้าให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
2. การตรวจสอบสินค้างาช้างคงเหลือของผู้ค้าที่ยกเลิกการค้าไปแล้ว โดยมุ่งเน้นผู้มีงาช้างดิบและผลิตภัณฑ์จำนวนมาก เพื่อควบคุมไม่ให้มีการค้าอย่างแอบแฝงภายหลังจากการยกเลิกการขออนุญาตค้า
3. การปราบปรามการลักลอบค้างาช้างทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายมีโทษปรับสูงสุดถึง 6 ล้านบาทหรือจำคุก 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับทั้งนี้ เพื่อผลสัมฤทธิ์ให้ประเทศไทยได้รับการพิจารณาให้หลุดออกจาก NIAP process ในการประชุม SC70 ในเดือนตุลาคม 2561 ณ สหพันธรัฐรัสเซีย ต่อไป
***********************************
***********************************
แผนการตรวจร้านค้างาช้างทั่วประเทศแบบบูรณาการ
ศปป.4 กอ.รมน. จัดผู้แทนบูรณาการร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อเดินทางเข้าตรวจร้านค้าในพื้นที่ กทม. จำนวน 22 ราย และร้านค้าแห่งอื่น ๆ ทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 117 รานที่ได้รับอนุญาตค้างาช้าง โดยแบ่งสายตรวจออกเป็น 2 ชุด เข้าตรวจสอบร้านค้าผู้ขออนุญาตค้างาช้าง ตามมาตรา 18 พ.ร.บ.งาช้าง 2558 ตั้งแต่เวลา 0900 -1700 ซึ่งผลการตรวจสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ปรากฎของผิดกฎหมายแต่อย่างใด