, THE EXIT : มองต่างมุม “เขื่อนกันคลื่น”

THE EXIT : มองต่างมุม “เขื่อนกันคลื่น”

กว่า 5 ปี แล้วที่ครอบครัวของ เรวัตร แซ่ลิ้ม ชาวบ้านหาดสมบูรณ์ ต.วัง อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ย้ายบ้านมาอยู่ในที่ดินเช่าของวัด เพราะบ้านหลังเดิมที่อยู่ติดกับชายหาด ถูกคลื่นกัดเซาะ จนไม่สามารถพักอาศัยต่อได้ เขาและเพื่อนบ้านอีกกว่า 20 หลังคาเรือน จึงต้องย้ายมาอาศัยพื้นที่สาธารณะประโยชน์และที่ดินวัดแทน

THE EXIT สำรวจสภาพของหาดสมบูรณ์ ที่ชาวบ้านอ้างว่าก่อนหน้านี้เคยมีบ้านตั้งอยู่กว่า 40 หลัง แต่หาดถูกกัดเซาะ จึงจำเป็นต้องย้ายออกจากพื้นที่ เสาบ้าน ที่จมอยู่ในน้ำ คือแนวเขตชี้ชัดว่าที่ดินบริเวณนี้ถูกกัดเซาะเข้ามาไม่น้อยกว่า 50 เมตร

, THE EXIT : มองต่างมุม “เขื่อนกันคลื่น”

 

ปัจจุบันมีบ้านไม่กี่หลัง ที่ยังคงอาศัยอยู่บริเวณหน้าหาดสมบูรณ์ ชาวบ้านที่เดือดร้อน เคยรวบรวมเงิน จ้างรถแบ็คโฮ ขุดทรายทำแนวกันคลื่น พื้นที่บางส่วนที่เหลือยู่ จึงไม่ถูกกัดเซาะ

ชาวบ้านหาดสมบูรณ์ ต.วัง อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานีบอกว่า ย้ายมาเพราะบ้านพัง ทะเลกัดเข้ามา บ้านลงคลองไปในปี 54 เหลือแค่เสา 

, THE EXIT : มองต่างมุม “เขื่อนกันคลื่น”

 

นายเรวัตร แซ่ลิ้ม ชาวบ้านหาดสมบูรณ์ ต.วัง อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี บอกถึงปัญหาที่ต้องเผชิญ ทำให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ เห็นด้วยหากจะมีโครงการก่อสร้างแนวกันคลื่น เพื่อชะลอการกัดเซาะ

ที่นี่มีบ้านยื่นในทะเล 20 กว่าวา และความยาวแนวชายหาดยาวไปอีก 2-3 กิโลเมตร แต่ตอนนี้ โดนน้ำทะเลกัดเซาะจนเป็นปากคลอง จุดใหม่ทำให้พื้นที่หมู่ที่ 3 หายไป และยังยืนยันว่าชาวบ้านต้องการเขื่อนแก้กัดเซาะชายฝั่ง
  

, THE EXIT : มองต่างมุม “เขื่อนกันคลื่น”

 

รายละเอียดโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะ จากเอกสารรับฟังความคิดเห็น มีมติเลือกใช้เขื่อนแบบหินใหญ่เรียง (Revetment) ความยาวรวม 790 เมตร ความกว้างของสันเขื่อน 5 เมตร ความสูง 3 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง หรือใกล้เคียงกับถนนเลียบชายฝั่งในปัจจุบัน

ชั้นที่ 1 ด้านบนสุด ความหนา 1 เมตร 70 เซนติเมตร มีการใช้หินขนาด 85-90 เซนติเมตรต่อก้อนหินชั้นที่ 2 หรือชั้นกลาง มีความหนาของชั้นหิน 80 เซนติเมตร ใช้หินขนาด 40–45 เซนติเมตรต่อก้อน

, THE EXIT : มองต่างมุม “เขื่อนกันคลื่น”

 

ชั้นล่างสุดมีความหนา 20 เซนติเมตร ใช้หินขนาด 10 – 20 เซนติเมตรต่อก้อน วางบนแผ่นใยสังเคราะห์ชนิดถักทอ (WovenGeotextile) นอกจากนี้ยังมีส่วนของบันไดคอนกรีต เพื่ออำนวยความสะดวกในการลงหาด และทางลาดสำหรับเรือประมงขึ้น-ลง บริษัท เอส ซี จี 1995 จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูลโครงการดังกล่าว ใช้งบประมาณการก่อสร้าง 52,139,900 บาท

โครงการนี้เคยถูกชาวบ้านในนามกลุ่มเครือข่ายอ่าวรักษ์บ้านดอน และประมงพื้นบ้านยื่นหนังสือคัดค้านที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.สุราษฎร์ธานี แต่พบว่าภายหลังมีการถอดถอนข้อร้องเรียนออกไป

 

, THE EXIT : มองต่างมุม “เขื่อนกันคลื่น”

บางแห่งไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างแก้กัดเซาะ

นายอภิศักดิ์ ทัศนี ผู้ก่อตั้งกลุ่มบีชออฟไลฟ์ เป็นอีกคน ที่มองว่าการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะในพื้นที่หาดสมบูรณ์ยังไม่จำเป็น ด้วยเหตุผลว่า การกัดเซาะที่เกิดขึ้น ไม่รุนแรง เมื่อเทียบกับความกว้างของแนวชายหาด และอาจจะไม่คุ้มค่ากับผลกระทบที่อาจจะตามมาจากการสร้างกำแพงกันคลื่น จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ แต่ด้วยโครงการดังกล่าว เป็นความต้องการของชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน จึงไม่สามารถปฏิเสธได้

บางพื้นที่ไม่ได้มีปัญหาชายหาดถูกกัดเซาะรุนแรง แต่มีสภาพหาดสมบูรณ์ มีเสถียรภาพ แต่มีสร้างกำแพงกันคลื่น เพราะผู้ปฏิบัติงาน เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง มักจะบอกว่าเป็นร้องขอของท้องถิ่นประสบปัญหา ไมมีงบประมาณจึงต้องขอโครงการจากส่วนกลาง  

, THE EXIT : มองต่างมุม “เขื่อนกันคลื่น”

มีโครงการ 47 แห่งในหลายจังหวัด

จากข้อมูลของกรมโยธาธิการและฝังเมือง และกรมเจ้าท่าพบว่า ตั้งแต่ปี 2557 ถึง 2562 มีโครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นเกิดขึ้นบนชายหาดในประเทศไทย จำนวน 74 โครงการ

นักอนุรักษ์ มองว่า ตัวเลขโครงการที่เพิ่มขึ้น สัมพันธ์กับการที่ “กำแพงกันคลื่น” ถูกถอดถอนชื่อ ออกจากโครงการที่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ทำให้การอนุมัติเดินหน้าโครงการในแต่ละแห่ง ไม่สามารถประเมินความเสี่ยง ถึงผลกระทบที่จะตามมาได้

การมีอยู่ของ EIA ในเรื่องกำแพงกันคลื่นเป็นการประกันหลักตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ถ้ามีความเสียหายจากการพัฒนาจะมีการฟื้นฟูเยียวยาอย่างถูกต้อง แต่ถ้าถอนเรื่องนี้ออกเพื่อให้เร็วในขั้นตอนการทำงาน แต่เป็นการทำลายหลักประกันสิทธิตรงนี้ 
  

, THE EXIT : มองต่างมุม “เขื่อนกันคลื่น”

 

ในมุมมอง ผู้ก่อตั้งกลุ่มบีชออฟไลฟ์ ยังเชื่อว่า แต่ละพื้นที่มีความเหมาะสมกับรูปแบบแก้ปัญหากัดเซาะที่แตกต่างกัน เช่น พัทยา ใช้วิธีถมทราย ปัจจุบันพื้นที่ชายหาดกว้างมากขึ้น นอกจากจะลดการกัดเซาะแล้วทรัพยากร ยังฟื้นตัวเองโดยธรรมชาติ

การเปิดโอกาสให้แต่ละพื้นที่ ได้ศึกษาอย่างรอบด้าน และเลือกรูปแบบที่เหมาะสม น่าจะเป็นทางออกของเรื่องนี้ มากกว่าแค่การสร้าง “กำแพงกันคลื่น”

 

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : https://news.thaipbs.or.th/content/299030
ที่มาของข่าว : ThaiPBS

ข้อมูลน่าสนใจ

, คพ.เรียก 1.3 พันล้านบาท “บ.วินโพรเสส” ก่อมลพิษหนองพะวา

คพ.เรียก 1.3 พันล้านบาท “บ.วินโพรเสส” ก่อมลพิษหนองพะวา

วั& …